วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

บังคับมะพร้าวธรรมดาๆ ให้เป็นมะพร้าวกะทิ ทำเองได้


มะพร้าวกะทิ หลายคนคงอาจจะรู้จักและเคยรับประทานกันมาบ้างนะครับ โดยมะพร้าวกะทินั้นเกิดจากผสมเกสรด้วยฝีมือมนุษย์ โดยวิธีการทำให้มะพร้าวเป็นกะทิ ก็มีหลากหลายทางด้วยกัน ซึ่งเกษตรกรหรือนักวิจัยจะมีแบบฉบับของแต่ละคน แต่วันนี้เราหยิบวิธีการทำมะพร้าวที่ธรรมดา ให้กลายเป็นมะพร้าวกะทิมาให้แฟนมติชนออนไลน์ได้นำไปทดลองทำกันดู

...ได้ ไม่ได้อย่างไร มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

วิธีที่ 1 ทำมะพร้าวจากมะพร้าวพันธุ์อะไรก็ได้ ถ้าต้องการให้ลูกออกมาเป็นมะพร้าวกะทิ ก็เอาถุงพลาสติกหุ้มจั่น จั่นก็คือดอกมะพร้าว 1 จั่นคือ 1 ทะลาย จั่นไหนถูกห่อด้วยพลาสติก จั่นนั้นหรือทลายดอกนั้นมันจะพิการ

ทั้งนี้ จะต้องห่อตั่งแต่กลีบจั่นเริ่มแย้มบาน ห่อไปจนกระทั่งมีลูกขนาดลูกหมากจึงค่อยเอาออก? โดยทั่วไปมะพร้าวในทะลายที่ห่อจั่นประมาณ 80-90 % จะเป็นมะพร้าวกะทิ วิธีนี้เป็นการทำมะพร้าวกะทิแบบชั่วคราว มะพร้าวในทะลายอื่น ๆ ที่ไม่ได้ห่อจั่นจะไม่เป็นมะพร้าวกะทิ ข้อมูลของฟาร์มสุข สวนกระแส farmsuk Suangrasae

วิธีที่ 2 การทำมะพร้าวกะทิแบบถาวร ให้นำมะพร้าวที่เพาะไว้ ที่มีหน่อเหนือเปลือกขึ้นมาราว 30 ซม. แล้วใช้มีดตัดส่วนปลายตรงข้ามกับหน่อให้กะลาขาด จนเห็นเนื้อสีขาวและจาวสีเหลือง ภายในกะลามะพร้าวจากนั้นคว้านเอาจาวที่อยู่กลางกะลาออก เอาดินเหนียวอัดลงไปในกะลาแทนจาวจนเต็มและแน่นพอประมาณ สามารถนำไปปลูกได้ ?

มะพร้าวที่ทำวิธีนี้จะเป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50 % หากจะเพิ่มปริมาณ ก็สามารถทำได้โดยให้เอาผลมะพร้าวที่ไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพาะแล้วทำวิธีการเดียวกับที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้มะพร้าวในต้นใหม่เป็นมะพร้าวกะทิ ถึง 80 -90 % ทีเดียว มะพร้าวทุกพันธุ์สามารถทำมะพร้าวกะทิได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้มะพร้าวน้ำหอม ทำมะพร้าวกะทิไม่ดีเพราะมีกลิ่นเหม็นหืน มะพร้าวที่ดีที่สุดในการทำมะพร้าวกะทิคือ มะพร้าวกลาง

“มะพร้าวกะทิ” ติดผลเป็นทะลายปล่อยให้ผลแก่คาต้นก่อน ตัดทะลายลงมา เอาผลแต่ละผลเขย่าฟังดูว่าถ้าไม่มีเสียงน้ำในผลดังกระฉอกเลย หมายถึงมะพร้าวผลนั้นเป็น “มะพร้าวกะทิ” อย่างแน่นอน ไม่ต้องปอกเปลือก หรือทุบ ดูเนื้อในทุกผลให้เสียเวลา ทำหรือฝึกบ่อยๆจึงจะชำนาญ ช่วงแรกอาจมีผิดบ้างเป็น ธรรมดา คนโบราณก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน

ส่วน วิธีผ่ารับประทาน คนเฒ่าคนแก่บอกเคล็ดลับว่า ถ้าต้องการให้เนื้อในของ “มะพร้าวกะทิ” ฟูหรือเหนียวแน่น อร่อย ต้องนวดก่อน โดยเอาผลที่ปอกเปลือกแล้วกระแทกกับพื้นปูนเบาๆรอบๆผลให้ทั่ว กะเวลาจนแน่ใจว่าพอแล้วจึงนำผลไปผ่าครึ่ง จะพบว่าเนื้อในฟูเป็นสีขาวคล้ายปุยฝ้าย ใช้ช้อนตักรับประทานได้เลย รสชาติหวานมันหอมอร่อยมาก

วิธีนี้ให้นำมะพร้าวที่เพาะไว้ ที่มีหน่อเหนือเปลือกขึ้นมาราว 30 ซม. แล้วใช้มีดตัดส่วนปลายตรงข้ามกับหน่อให้กะลาขาด จนเห็นเนื้อสีขาวและจาวสีเหลือง ภายในกะลามะพร้าวจากนั้นคว้านเอาจาวที่อยู่กลางกะลาออก เอาดินเหนียวอัดลงไปในกะลาแทนจาวจนเต็มและแน่นพอประมาณ สามารถนำไปปลูกได้

มะพร้าวที่ทำวิธีนี้จะเป็นมะพร้าวกะทิประมาณ 50 % หากจะเพิ่มปริมาณ ก็สามารถทำได้โดยให้เอาผลมะพร้าวที่ไม่เป็นมะพร้าวกะทิมาเพาะแล้วทำวิธีการเดียวกับที่กล่าวมานี้ ก็จะทำให้มะพร้าวในต้นใหม่เป็นมะพร้าวกะทิ ถึง 80 -90 % ทีเดียว มะพร้าวทุกพันธุ์สามารถทำมะพร้าวกะทิได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าใช้มะพร้าวน้ำหอม ทำมะพร้าวกะทิไม่ดีเพราะมีกลิ่นเหม็นหืน มะพร้าวที่ดีที่สุดในการทำมะพร้าวกะทิคือ มะพร้าวกลาง

ข้อมูล: : Angotwo และ แฟนเพจ Angotwo

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

มะเยาหิน พืชที่น่าจับตามอง มีปลูก ที่ เชียงราย

เทคโนโลยีการเกษตร การุณย์ มะโนใจ

มะเยาหิน พืชที่น่าจับตามอง มีปลูก ที่ เชียงราย
หลายวันก่อน มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเสถียรภัค นวลกา ดีเจ. คลื่น 107.0 MHz และเป็นเกษตรกรปลูกมะเยาหิน อยู่ที่ เลขที่ 168 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดพะเยา ที่เวทีวิชาการเรื่อง การปลูกมะเยาหินเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้

มะเยาหิน เป็นพืชในมุมมองใหม่ของพืชที่ให้พลังงานทดแทน นอกเหนือจากสบู่ดำและปาล์มน้ำมัน

ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ ดุษฎี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ข้อมูลว่ามีพืชน้ำมันชนิดหนึ่งที่มีการนำเข้ามาจากทางเหนือของประเทศลาว เรียกว่า "มะเยาหิน" มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน จึงมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า china wood oil หรือ kalo Nut tree

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า พืชชนิดนี้มีปลูกกันพอสมควรในลาว มีผลผลิต ปีละ 200-300 ตัน โดยส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศเวียดนาม จากการนำตัวอย่างน้ำมันที่ได้ส่งไปวิเคราะห์คุณสมบัติทางเชื้อเพลิงที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) พบว่า ค่าความร้อนใกล้เคียงกับสบู่ดำและปาล์มน้ำมัน 

คณะวิจัยได้นำเข้ามะเยาหินมาปลูกในประเทศไทย ใน ปี 2551 ด้วยความร่วมมือของศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสหกรณ์พืชพลังงานทดแทน ประมาณ 100 ไร่ และปลูกกระจายในภาคเหนือ ไม่ต่ำกว่า 500 ไร่ ปัจจุบัน แปลงที่มีอายุสูงที่สุด ประมาณ 2-3 ปี และเริ่มให้ผลผลิตในปีแรกแล้ว จากการสำรวจผลผลิตในประเทศลาวพบว่า ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 800-1,200 กิโลกรัม ต่อไร่ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า พืชชนิดนี้ นอกจากเมล็ดจะนำมาหีบน้ำมันแล้ว ยังมีร่มเงา และดอกที่สวยงาม มีใบไม่ร่วงในฤดูหนาวเหมือนสบู่ดำ การตัดแต่งกิ่งยังสามารถใช้เป็นชีวมวลได้อีก และยังเป็นไปได้ที่จะปลูกเพื่อขายคาร์บอนเครดิต

ต่อมา ในปี 2553 สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยโครงการวิจัยประเภททุนวิจัยนวมินทร์ ด้านพลังงานทดแทน ได้สนับสนุนวิจัยให้ศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดำเนินโครงการ "การศึกษาศักยภาพ ในการปลูกมะเยาหินเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมแบบครบวงจร และการส่งเสริมการผลิตไบโอดีเซลด้วยเทคนิคไมโครเวฟ/อัลตราโซนิค"

จากการศึกษาพบว่า มะเยาหิน มีผลผลิตที่สูงกว่าสบู่ดำ เมล็ดนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดีเซล และสามารถนำไปผลิตเป็นน้ำยาเคลือบไม้ (แล็กเกอร์) กิ่ง ก้าน ให้ร่มเงา และยังใช้เป็นชีวมวล ระบบรากอุ้มน้ำได้ดี เปลือกหุ้มเมล็ดนำมาเพิ่มมูลค่าผลิตเป็นถ่านกัมมันต์ได้ มีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมในการปลูกเพื่ออนุรักษ์ดิน น้ำ และใช้พัฒนาเป็นเชื้อเพลิงใช้ในครัวเรือนหรือชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง



ผลการวิจัย

ผลการศึกษาศักยภาพในการปลูกมะเยาหิน เพื่อควบคุมอุณหภูมิแวดล้อมแบบครบวงจร และการผลิตไบโอดีเซลด้วยเทคนิคไมโครเวฟ/อัลตราโซนิค ซึ่งในการศึกษาโครงการวิจัยนี้ ได้สรุปรายละเอียดผลการศึกษาดังต่อไปนี้



ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

มะเยาหิน หรือ สบู่ดำหิน เป็นไม้ยืน มีต้นกำเนิดจากประเทศจีน ใบจะมีขนาดใหญ่ เมื่ออายุประมาณ 3-6 เดือน มีจำนวน 4-5 แฉก สีเขียวอ่อน และมีอายุเพิ่มมากขึ้นจะมีขนาดเล็กลงและมีสีส้ม ดอกมะเยาหินจะออกเป็นช่อ มีสีขาวอมชมพู เมื่อดอกบานผลมะเยาหินมีลักษณะเกลี้ยงกลมคล้ายลูกมะนาว แยกเป็นพู 3 พู แต่ละพู มีเมล็ด 1 เมล็ด บางลูกจะมีถึง 4 พู ซึ่งผลมะเยาหิน 1 ผล มีส่วนที่เป็นเปลือก 14-20% เมล็ด 53-60%



ศักยภาพการให้ผลผลิต

และการสำรวจสายพันธุ์มะเยาหินในลาว


สายพันธุ์มะเยาหินที่ปลูกในลาว ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ Vernicia Montana Lour. โดยมีการปลูกตั้งแต่เมืองแปก แขวงเชียงขวาง ถึงเมืองชำเหนือ เมืองเวียงไชย แขวงหัวพัน โดยแขวงหัวพัน มีทั้งหมด 8 เมือง มีพื้นที่ประมาณ 17,186 ตารางกิโลเมตร ลักษณะการเพาะปลูกต้นมะเยาหินในลาว แบ่งเป็น 4 แบบ

จากข้อมูลการสำรวจสายพันธุ์มะเยาหิน โดยส่วนใหญ่จะปลูก พันธุ์ Vernicia Montana Lour. โดยจากการสำรวจและประเมินศักยภาพด้านผลผลิต พบว่า ที่ช่วงอายุต้นมะเยาหินต่ำกว่า 4 ปี จะให้ผลผลิตเมล็ดมะเยาหิน 360-400 ลูก ต่อต้น หรือ 23-25 กิโลกรัม ต่อต้น และให้ผลผลิตต่อไร่ ที่ระยะการปลูก 4x4 เมตร (100 ต้น) จะให้ผลผลิต 2,300-2,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ระยะ 5x5 เมตร (64 ต้น) จะให้ผลผลิต 1,472-1,600 กิโลกรัม ต่อไร่ และระยะการปลูกที่กำลังได้รับการส่งเสริมในลาว คือ ระยะ 7x7 เมตร (32 ต้น) จะให้ผลผลิต 736-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งราคาซื้อขายในกรณีที่ขายทั้งเมล็ดยังไม่แกะเปลือกออกจะเท่ากับ 8-12 บาท ต่อกิโลกรัม และกรณีแกะเปลือกเหลือแต่เมล็ดใน จะมีราคาขาย 12-14 บาท ต่อกิโลกรัม โดยจะมีผู้รับซื้อคือ พ่อค้าคนกลาง และกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว)



ศักยภาพการให้ผลผลิต

และการตอบสนองสภาพแวดล้อมของมะเยาหิน จังหวัดเชียงใหม่


การปลูกมะเยาหินในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และแปลงปลูกทดสอบอายุ 2-3 ปี พบว่า ส่วนใหญ่จะปลูกสายพันธุ์ Vernicia Montana Lour. โดยมีการเพาะปลูกแบบพืชสวน ที่ระยะการปลูก 4x4 เมตร และ 3x4 เมตร มีความสูงของต้น 5-6 เมตร ขนาดทรงพุ่ม 3.5-4 เมตร และมีการตัดแต่งกิ่งต้นมะเยาหิน เพื่อให้เกิดยอดของต้นมะเยาหิน และรักษาทรงพุ่มของต้น และรูปแบบการปลูกอีกแบบหนึ่งจะปลูกแซมกับต้นลำไยในจังหวัดลำพูน

การให้น้ำสำหรับต้นมะเยาหิน จะอาศัยน้ำฝนในช่วงฤดูฝน ส่วนการจัดการเรื่องปุ๋ย และสารเคมี จะมีการให้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรืออาจใส่ปุ๋ยยูเรีย เพิ่ม 46-0-0 ประมาณ 20-30 กรัม ต่อต้น ปริมาณสารอาหารในแปลงทดสอบของโครงการ พบว่า ดินมีความเป็นกรดปานกลาง ในช่วง pH 5.6-6.0 และมีปริมาณสารอินทรียวัตถุ (OM) ต่ำ ซึ่งทำให้ดินขาดแหล่งของธาตุอาหาร 3 ชนิด คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และกำมะถัน ปริมาณไนโตรเจนต่ำ เพียงร้อยละ 0.04 ทำให้เกิดการโตช้า ใบมีสีเหลือง และกลายเป็นสีน้ำตาลร่วงหล่น

ส่วนของเรื่องโรคแมลงที่พบว่า มีแมลงมวนปีกแข็ง มวนสบู่ดำ เพลี้ยไฟ หนอนเจาะผล และหนอนม้วนใบ เข้าทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากผลมะเยาหิน ทำให้ผลของมะเยาหินบิดเบี้ยว ศักยภาพผลผลิตในแปลงทดสอบ และจากการสำรวจแปลงมะเยาหินในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า จะให้ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 4-8 กิโลกรัม ต่อต้น หรือประมาณ 400-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ที่ระยะการปลูก 4x4 เมตร จำนวน 100 ต้น ต่อไร่



การเก็บเกี่ยวผลผลิต

และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว


การเก็บเกี่ยวมะเยาหิน จะเริ่มเมื่ออายุมะเยาหิน 3 ปีขึ้นไป โดยจะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามอายุ ทั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับการบำรุงรักษา การใส่ปุ๋ย และการให้น้ำ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งจะใช้วิธีเก็บมะเยาหินโดยใช้ไม้สอยผลมะเยาหินจากต้น และอีกวิธีหนึ่ง คือเก็บผลผลิตที่ตกตามใต้ต้นมะเยาหิน หลังจากเก็บเกี่ยวเมล็ดมะเยาหินแล้วก็จะนำมาผึ่งให้แห้งเพื่อป้องกันเมล็ดเน่าเสีย จากนั้นนำมากะเทาะเอาเปลือกออก ซึ่งในการกะเทาะเอาเปลือกออกจะใช้แรงงานจากคนในการกะเทาะ โดยใช้เหล็กขอกะเทาะเอาแต่เมล็ดในของมะเยาหิน เมื่อได้เมล็ดในแล้วก็นำไปผึ่งตากให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง และใส่ตะกร้าหรือกระสอบป่านเพื่อเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ต่อไป



การศึกษาปริมาณน้ำมัน

จากเมล็ดมะเยาหิน


ในการศึกษาและทดสอบปริมาณน้ำมันในเมล็ดมะเยาหิน ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบการสกัดน้ำมันด้วยวิธีการ ทางกล ได้แก่ เครื่องสกัดแบบสกรู และเครื่องสกัดแบบไฮดรอลิกและทางเคมี โดยใช้ตัวทำละลายเฮกเซน 

ผลการสกัดน้ำมันจากเมล็ดมะเยาหินด้วยเครื่องอัดแบบสกรูและแบบไฮดรอลิก ที่อุณหภูมิเมล็ดเท่ากับอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม พบว่า การสกัดโดยใช้เครื่องอัดแบบสกรูให้ปริมาณน้ำมันสูงสุด 22.16% โดยน้ำหนัก ในขณะที่การสกัดด้วยเครื่องอัดแบบไฮดรอลิกให้ปริมาณน้ำมันสูงสุด 17.79% โดยน้ำหนัก ซึ่งการสกัดทางกล ยังพบว่า ยังมีปริมาณน้ำมันที่ยังคงเหลืออยู่ในถาด ขณะเดียวกันยังพบว่า การให้ความร้อนเมล็ดมะเยาหินก่อนสกัด สามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันที่สกัดได้ อย่าง จาก 17.92% เป็น 25.39% เมื่อให้ความร้อนเมล็ดก่อนสกัดจาก 60 องศาเซลเซียส เป็น 120 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที ผลของความร้อนทำให้น้ำมันมีสีเข้มขึ้น

ส่วนการสกัดด้วยวิธีทางเคมีด้วยการใช้สารละลายเฮกเซน พบว่า เวลาที่ใช้ในการสกัดที่เหมาะสม คือไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง และที่อัตราส่วนน้ำหนักมะเยาหินต่อปริมาตรตัวทำละลาย 1:12 จะให้ปริมาณน้ำมันสูงที่สุด 33.27%



การประเมินสมรรถนะ

เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก

โดยใช้น้ำมันไบโอดีเซลจากมะเยาหิน


ผลการทดสอบเครื่องยนต์ดีเซลผลิตกระแสไฟฟ้า ขนาด 5 KWe โดยใช้เครื่องยนต์ดีเซลเล็ก ขนาด 11 แรงม้า พบว่า น้ำมันไบโอดีเซลจากมะเยาหินจะมีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจำเพาะ 0.452-0.665 kg/hr ซึ่งใกล้เคียงกับไบโอดีเซลชุมชน ทั้งนี้ จะให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อน ในช่วง 11-22% ที่ภาระโหลดการทำงาน 20-60% เมื่อนำมาใช้งานกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก ค่ามลพิษจากไอเสียที่เกิดขึ้น ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน และควันดำ มีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของกรมขนส่งทางบก ส่วนผลการทดสอบความทนทานของเครื่องยนต์โดยทดสอบเครื่องยนต์ต่อเนื่อง ระยะยาว 120 ชั่วโมง โดยวัดปริมาณโลหะในน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ พบว่า ปริมาณโลหะที่ตกค้างในน้ำมันหล่อลื่นประกอบไปด้วย เหล็ก และอะลูมิเนียม ในปริมาณ 60.6 mg/kg และ 8 mg/kg สำหรับน้ำมันดีเซล

และเมื่อใช้น้ำมันไบโอดีเซลจากมะเยาหินทดสอบ พบว่ามีปริมาณโลหะที่ตกค้างในน้ำมันหล่อลื่นเพิ่มขึ้น 25.74% และ 23.50% ซึ่งมีค่าจากการตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะตกค้างของเหล็ก และอะลูมิเนียม ในปริมาณ 76.2 mg/kg และ 9.88 mg/kg ตามลำดับ ส่วนโลหะชนิดอื่นจากการตรวจวิเคราะห์ไม่พบในน้ำมันหล่อลื่นของเครื่องยนต์ทดสอบ



เทคนิคปลูก ของ คุณเสถียรภัค

คุณเสถียรภัค บอกว่า ตนเป็นเกษตรกรที่ไม่ขยัน จึงมองหาพืชที่ปลูกแล้วไม่ต้องการความเอาใจใส่ดูแลมากนัก จึงเริ่มจากปลูกต้นยูคาลิปตัส แต่ต้นยูคาลิปตัสเมื่อตัดแล้วก็หมดไป จึงค้นคว้าข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต พบเรื่องต้นมะเยาหิน เห็นว่าสามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวนาน ในขณะที่ปลูกเพียงครั้งเดียว จากนั้นจึงเดินทางไปดูการปลูกมะเยาหิน ของ คุณลุงมูล ไชยเมฆา เกษตรกรที่ปลูกมะเยาหินที่บ้านแม่ป๊าก ตำบลแม่หอพระ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เห็นว่าน่าสนใจ เพราะในขณะนี้กระแสเรื่องพลังงานทดแทน หรือน้ำมันบนดิน มาแรง รวมถึงเรื่องสภาพแวดล้อมเรื่องโลกร้อน และการปลูกป่าต้นน้ำ

คุณเสถียรภัค เล่าว่า มะเยาหิน เป็นพืชโตเร็ว เมื่อนำมาปลูก พบว่า เป็นต้นไม้ที่โตเร็วมาก เพียงปีเศษต้นมะเยาหินมีความสูง 8-10 เมตร ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นพืชพลังงานทดแทนในอนาคตแล้ว มะเยาหิน ยังใช้เป็นวัตถุดิบ ทำหมึกคอมพิวเตอร์ ใช้ทำหมึกปากกาลูกลื่น หมึกพิมพ์ธนบัตร ทำสีน้ำมันทาไม้ ใช้ทำน้ำมันเงา ใช้ทำน้ำมันหล่อลื่นซึ่งแทนแรงกดได้ถึง 20 ตัน ทำน้ำมันตังอิ้วบริสุทธิ์ส่วนผสมในการทำพระสมเด็จ หัตถกรรมทำร่มที่บ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เคลือบกระดาษที่ใช้ทำร่ม เปลือกใช้ทำถ่านอัดแท่ง คุณสมบัติคล้ายถ่านหิน กิ่ง ก้าน และใบ ใช้ทำเชื้อเพลิงเขียว กากที่เหลือจากการหีบน้ำมันแล้วใช้ทำปุ๋ยหมัก เพราะสามารถตรึงธาตุไนโตรเจนได้อย่างดี ประกอบกับบ้านแม่ขะจาน อำเภอเวียงป่าเป้า เป็นแหล่งต้นน้ำ ทั้งแม่น้ำกวง แม่น้ำลาว ที่ประสบปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า

ปัจจุบัน คุณเสถียรภัค เตรียมขยายพันธุ์ให้เพื่อนเกษตรกรนำไปปลูก เนื่องจาก มะเยาหิน เป็นพืชน้ำมัน ทำให้การงอกมีระยะเวลาจำกัด หากทิ้งไว้นานเปอร์เซ็นต์การงอกจะลดลง จนถึงไม่งอกเลย เมื่อเมล็ดแก่แห้งแล้วต้องรีบเพาะ

การเพาะมะเยาหิน ทำโดยนำเมล็ดใส่ถุงแช่น้ำไว้ 2 คืน จากนั้นนำไปตากแดดให้เปลือกกะเทาะออก โดยตากแดดไว้ 4-5 ชั่วโมง เสร็จแล้วบรรจุลงในถุงนำไปแช่น้ำ แล้วนำมาสะเด็ดน้ำ นำพลาสติกสีดำมาปู นำขี้เถ้าแกลบลง ใส่ รดน้ำให้ชุ่มประมาณพอปั้นเป็นก้อนได้ นำเมล็ดที่สะเด็ดน้ำแล้วมาคลุกกับขี้เถ้าแกลบจนทั่ว ให้ใช้พลาสติกสีดำเท่านั้น จากนั้นห่อเมล็ดที่คลุกขี้เถ้าแกลบแล้วนำไปตากแดด ประมาณ 5-6 วัน แล้วเปิดดู เลือกเอาเมล็ดที่งอกและเกือบจะงอกลงถุงเพาะ ได้เลย ขั้นตอนนี้ต้องระวังเมล็ดที่งอก จะหัก แตก หรือช้ำ เป็นอันว่าจบกระบวนการเพาะ จากนั้นรอดูการเจริญเติบโต

มะเยาหิน ชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขัง แต่ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะได้ผลดี สามารถปลูกได้ทุกที่ที่มีน้ำ หากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีหลังการปลูก สามารถให้ผลผลิตได้ภายใน 2 ปี ให้ผลผลิตปีละครั้งเป็นอย่างต่ำ และให้ผลผลิตตลอดอายุต้น 60-70 ปี

เลี้ยงกุ้งฝอยบ่อซีเมนต์ รายได้หนักมาก ทุกๆ 4 เดือน

กุ้งฝอย เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่สามารถวัดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะว่ากุ้งฝอยเป็นสัตว์น้ำที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แหล่งน้ำไหนมีความสะอาดและอุดมสมบูรณ์เราจะพบกุ้งฝอยได้มาก แต่ถ้าแหล่งน้ำไหนไม่สะอาดก็จะไม่พบเจอกุ้งฝอยซักตัวเดียว ในปัจจุบันธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปมากแม่น้ำลำคลอง แหล่งน้ำต่าง ๆไม่ค่อยสะอาดเราเลยไม่ค่อยพบเจอกุ้งฝอยในธรรมชาติมากเท่าไรกุ้งฝอยเป็นสัตว์น้ำที่วัด

ด้วยความต้องการของผู้บริโภคที่นิยมรับประทานกุ้งฝอยที่สะอาดไม่มีสารเคมีบ่นเบือนเลยมีแนวคิดที่จะนำกุ้งฝอยมาเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งโดยสามารถที่จะทำเป็นอาชีพเสริม หรือทำเป็นอาชีพหลักได้เช่นกัน ราคาในตลาดของกุ้งฝอยจะตกอยู่ที่ 100 ถึง 200 บาท ในหน้าหนาวกุ้งฝอยจะมีราคาสูงที่สุด นอกจากนั้นกุ้งฝอยสามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายแบบจึงทำให้มีความต้องการในตลาดที่สูงกุ้งฝอยเป็นสัตว์น้ำที่นิยม

การเลี้ยงกุ้งฝอยนั้นไม่ยากเลยเพียงแต่เราต้องเตรียมสถานที่และอุปกรณ์เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมให้กุ้งฝอยได้อาศัยอยู่ อุปกรณ์ที่ควรมีในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

วงบ่อปูนซีเมนต์ ซึ่งถ้าเป็นปูนใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จเราควรที่จะนำเอาปูนขาวโรยในบ่อก่อนที่จะใส่น้ำและแช่น้ำไว้ประมาณ 10 ถึง 15 วันเพื่อลดความเป็นกรดเป็นด่างของปูนให้หมดไปเสียก่อน


หลังจากเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็นำดินมาใส่ในบ่อวงซีเมนต์ที่เตรียมไว้โดยมีความสูงประมาณ7ถึง 10 เซนติเมตรจากพื้นบ่อ หลังจากนั้นก็เติมน้ำเข้าไปพร้อมกับนำพืชน้ำมาปลูกด้วย ซึ่งพืชน้ำจะเป็นแหล่งหลบภัยของกุ้ง หลังจากนั้นก็ปล่อยกุ้งฝอยที่เตรียมมาลงไปในบ่อ ซึ่งในช่วงแรกที่ปล่อยกุ้งประมาณ 7 วัน เราไม่ควรที่จะให้อาหารเพราะต้องให้กุ้งปรับสภาพให้เข้ากับน้ำในบ่อเสียก่อนบ่อดินก็สามารถเลี้ยง

การให้อาหารจะให้อาหารสำเร็จรูปของกุ้งก็ได้หรือจะทำเองก็ได้สูตรอาหารของกุ้งฝอยมีส่วนผสมอยู่2อย่างด้วยกันคือ
ไข่แดง รำละเอียด โดยนำไข่แดงและรำละเอียดมาผสมกันก่อนที่จะปั้นให้เป็นก้อนและโยนลงไปในบ่อกุ้ง โดยเราต้องค่อยสังเกตเสมอว่าอาหารที่ให้ไปนั้นหมดหรือเปล่าถ้าไม่หมดเราควรลดปริมาณอาหารลงเพื่อป้องกันน้ำเสียนำจากวันที่ปล่อยกุ้งฝอยประมาณ1เดือน กุ้งฝอยจะวางไข่ช่วงนี้เราจะนำสายยางมาเปิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยงประมาณ 10 ถึง 20 นาทีเพื่อให้กุ้งวางไข่ ระยะเวลาในการเลี้ยงกุ้งฝอยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนก็สามารถที่จะจับกุ้งฝอยออกจำหน่ายได้แล้วหลากหลายเมนูอาหารที่นำ

ตลาดของกุ้งฝอยมีทางเลือกให้จัดจำหน่ายได้หลายแบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็นการนำกุ้งฝอยไว้รับประทานหรือจะขายกุ้งฝอยให้เป็นอาหารกับปลาก็ได้สนนราคากุ้งฝอยจะอยู่ประมาณ100 ถึง 200 บาทต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว

ข้อมูล/ภาพ:  http://www.thaiarcheep.com